It's your dream !

posted on 25 Oct 2011 15:04 by lewsaki-kira
 
What's Up 

       กราบสวัสดี ท่านผู้อ่านทุกท่าน
  แมวน้อยกลับมาอีกแล้ว .. แว้ว .. แว้ว (เอคโค่) กลับมาพร้อมกับโปรเจ็คใหม่ (อีกแล้ว) สำหรับปิดเทอมนี้ เนื่องจากโปรเจ็คเก่าๆ ได้พังทลายไปชั่วพริบตา อย่าง stay with me ก็ได้พังทลายไปกับสายลม ด้วยสาเหตุ.. ช่างเถอะเรื่องมันยาว

  เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่มาเขียนเรื่องสั้น และเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนจบอีกเช่นกัน ขอฝากเรื่องนี้ไว้พิจารณาด้วยนะครับ ^^
 
  บล็อกช่างเน่าสิ้นดี.. = =;;
 
 
--------------------------------------------------------------------------------------
 
       ความฝันของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามจิตใต้สำนึกของคนคนนั้น และนี่ก็คือความฝันของผม

       บทความเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากจิตนาการของผู้เขียน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลใดทั้งสิ้น
 
 

เรื่อง : It’s your dream !

เขียนโดย : แมวน้อยโดดเดี่ยว

ประเภท : เรื่องสั้น    แนว : หักมุม

**แก้เรื่องหลังจากที่ได้รับคำวิจารณ์แล้ว**

       มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนมีความฝัน ไม่ว่าจะเป็นฝันเล็กๆ หรือยิ่งใหญ่ แตกต่างกันไป

       แล้วเธอล่ะ?

       “ความฝันของเธอคืออะไรเหรอ?”

 

       กริ๊งงงงง!

       เสียงนาฬิกาปลุกดังสนั่น ทำให้เด็กหนุ่มที่นอนคลุมโปงอยู่นั้นตื่นขึ้นมาทันที

       ปิ๊บ!

       เขาเอื้อมมือไปปิดเสียงนาฬิกาปลุกเจ้าปัญหา ก่อนจะเอามือลูบใบหน้าเพื่อคลายความง่วง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรือขึ้นช้าๆ เส้นผมสีน้ำตาลแดงยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง

       ความฝัน งั้นเหรอ..?

        เด็กหนุ่มนั่งนิ่งบนที่นอนชั่วครู่ ก่อนจะขยับร่างสูงโปร่งของตนหายเข้าไปในห้องน้ำ

 

        ผมชื่อ ซันเดย์ อายุ 17 ปี ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 2  ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองหลวง แล้วก็เป็นหนึ่งในทำเนียบเจ้าชายของสมาคม prince ของโรงเรียนด้วย

       พักนี้ผมฝันแปลกๆ มาเกือบครึ่งปีได้แล้ว แถมยังฝันซ้ำกันทุกๆ วันด้วย ผมฝันว่า ผมอยู่ในทุ่งหญ้าที่ไหนก็ไม่รู้ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา แล้วเบื้องหน้าผมก็มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวกับหมวกฟางปีกกว้างที่ประดับด้วยดอกไม้ที่ผมไม่เคยเห็น เธอยิ้มให้ผม เธอพูดบางอย่างกับผม แต่ผมฟังไม่ออก แล้วเธอก็ยื่นมือทางผม พร้อมพูดประโยคแปลกๆ ในภาษาที่ผมเข้าใจ

       “ความฝันของเธอคืออะไรเหรอ?”

       แล้วผมก็ตื่นตอนนั้นทุกๆ ครั้ง ฝันเห็นที่เดิมๆ เหตุการณ์เดิมๆ คำพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนผมแทบจะจำหน้าของเธอได้ แต่เอาเถอะ มันก็แค่ฝันไม่ใส่ใจเลยคงจะดีกว่า

 

      เด็กหนุ่มเดินมาตามทางเท้าจนกระทั่งถึงโรงเรียน แล้วเลี้ยวเข้าไปยังในโรงเรียน ในขณะเดียวกัน นัยน์ตาสีฟ้าคราม จับจ้องไปยังร่างของเด็กหนุ่มจากมุมถนนฝั่งตรงข้ามทางเข้าโรงเรียน เธอมองไปยังร่างสูงโปร่งนั้นด้วยแววตาและรอยยิ้มที่อ่อนโยน ก่อนเธอจะหายไปจากตรงนั้น

       ซันเดย์..

       ผมเอี้ยวตัวมองไปด้านหลัง ก็ไม่พบใครที่เรียกผมเลย

       สงสัยจะหูฝาด ช่างเถอะ

       คิดได้ดังนั้นผมจึงมุ่งตรงไปยังโต๊ะหินอ่อนที่ประจำทันที โต๊ะหินอ่อนที่ประจำของวงเจ-ร็อก เพื่อนๆ ของผม

       “เฮ้.. ซัน วันนี้มาสายนะ” เพื่อนซี้ตัวดีที่ทำให้ผมต้องเข้าสมาคมเอ่ยทักทายเป็นคนแรก เมื่อผมเดินมาถึงโต๊ะที่พวกเขานั่งคุยกันอยู่

       “โทษทีๆ นอนเพลินไปหน่อย” ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่เหลือไว้ที่หนึ่ง สำหรับผมพอดี

       “อรุณสวัสดิ์ครับคุณซันเดย์..” เสียงเบาๆ ของเด็กหนุ่มที่ชอบซ่อนใบหน้าและสายตาไว้หลังแว่นอันโต ทำให้ภาพลักษณ์ ดูเป็นเด็กที่เรียบร้อยเอามากๆ

       “อื้อ อรุณสวัสดิ์โย เลิกเรียกว่าคุณสักทีเถอะ มันดูห่างเหินชอบกล” ผมยิ้มทักทายหนุ่มแว่น หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องและร่วมกลุ่มของเรา

       ชื่อของหมอนี่ คือ โยเกิร์ต เป็นเด็กเนิร์ธ หัวกะทิของห้อง และมีคะแนนสอบอยู่ในอันดับต้นๆ ของชั้นปีเรา ดูแล้วไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์สักเท่าไหร่ เพราะเป็นคนที่ดูแปลกๆ ทั้งท่าทางและคำพูด แถมยังพูดไม่ค่อยเก่งอีก ไหนจะทรงผมยุ่งๆ กับแว่นหนาๆ นั่น มันทำให้ดูน่าแกล้งเป็นที่สุดสำหรับผมและเพื่อนในกลุ่ม

      “เป็นถึงเจ้าชายแต่นอนเพลินได้ไงเนี่ย? ไม่ไหวๆ ถ้าคนอื่นรู้เข้าต้องแย่แน่ๆ สงสัยต้องจับส่งไปฝึกมารยาทใหม่ซะแล้วมั้ง” เด็กหนุ่มผมสีเขียวที่ทักทายผมเป็นคนแรกพูดขึ้นอย่างเหน็บแนม

        ส่วนเจ้าหมอนี่ ชื่อ กรีน เป็นชื่อที่เข้ากับสีผมได้ดีจริงๆ เส้นผมสีเขียวๆ คล้ายต้นหญ้า กับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน เป็นเพื่อนซี้ขี้บ่น ปากชอบกวนอวัยวะเบื้องล่างเป็นประจำ แถมยังชอบแกล้งโยแทบทุกวัน ด้วยนิสัยเสียๆ ที่แสนขี้เล่นนั่น การเรียนก็อยู่ในช่วงปานกลาง ใครจะไปรู้ว่าเวลาเอาเข้าจริงเจ้าหมอนี่เป็นที่พึ่งพาได้อย่างถึงที่สุดเลยล่ะ

        “แค่วันสองวัน บ่นเป็นผู้หญิงไปได้หน่า” ผมยิ้มบางๆ ก็รู้อยู่ว่านิสัยส่วนตัวของผม ไม่ได้ดีเลิศหรือแย่กว่าเพื่อนสองคนนี้เท่าไหร่หรอก

       ก็แค่นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็ดวงซวย หลงเข้าไปในสมาคม prince ที่รวบรวมเหล่านักเรียนชาย หน้าตาดี มีฐานะ สุภาพชน แล้วเรียกนักเรียนเหล่านั้นว่า ‘เจ้าชาย’ เป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี ผมก็ไม่อยากจะพูดถึงหรอกนะ เพราะสภานักเรียนทั้งหลายนั่นน่ะ ก็มาจากสมาคมนี้แทบทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นไม่ใช่ผมแน่ๆ

      เหตุการณ์วันนั้นผมยังจำได้ดี เมื่อครึ่งปีก่อน ผมวิ่งเล่นกับกรีนและโย จนผมหลงทางมาเจอห้องๆ หนึ่ง ใช่ผมหลงทาง ทั้งๆ ที่เป็นโรงเรียนของตัวเองนั่นแหละ เจอห้องที่ติดป้ายไว้ว่า ‘ห้ามเข้า’ ในตึกเก่า 

       ก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นจึงต้องแอบเปิดเข้าไปดู แต่ไม่นึกว่าตัวเองจะดวงซวยขนาดนี้ แค่เข้าไปเจอกับสภานักเรียนที่กำลังเฟ้นหาคนในทำเนียบใหม่แล้วจ๊ะเอ๋กับผมโดยบังเอิญ ให้ตายเถอะจะมีอะไรที่ซวยไปมากกว่านี้อีกไหม??

 

       “เฮ้ยซันอาทิตย์นี้ไปดูหนังกัน” เสียงกรีนดังขึ้นดึงผมหลุดจากภวังค์

       “แกก็ไปดูกับแฟนแกสิมาชวนฉันทำไม” ผมตอบกลับ

       “ก็แฟนฉันตกลงแล้วไง ฉันเลยมาชวนแก” กรีนฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับคว้าคอโยมาล็อคไว้ ผมเห็นทีไรก็อดขำไม่ได้ทุกที ที่โยมักถูกกรีนแกล้งทุกวัน ตอนนี้เองก็เช่นกัน เป็นท่าทางที่ดูน่ารักดีอ่ะนะ กรีนล็อคคอโยไว้ ส่วนโยก็ต่อว่าอย่างสุภาพและและพยายามดิ้นซึ่งกรีนก็ไม่ยอมปล่อย

       “ถ้าฉันไปจะไม่เป็นก้างขวางคอแกสองคนเหรอวะ” ผมตอบ ตอนนี้ดูเหมือนโยจะหลุดออกมาได้แล้ว

       “ผมกับคุณกรีนเราไม่ได้เป็นอะไรกันนะครับคุณซัน ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดสิครับ” โยพูดแก้ตัวอย่างลุกลี้ลุกลน ขณะที่กรีนก็ยังคงแกล้งโยต่อไป ดูยังไง สองคนนี้ก็เหมือนแฟนกันชัดๆ  เอาเป็นว่าอาทิตย์นี้ผมไปดูหนังกับเจ้าพวกนี้ก็แล้วกัน

      แล้วจะไปดูเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย..

 

      กริ๊งงงงง

      เสียงหมดเวลาเรียนสำหรับวันนี้ดังขึ้น ผมกำลังเก็บของใส่กระเป๋า ที่นั่งของผมอยู่ตรงริมหน้าต่างหลังห้อง ส่วนกรีนจะชอบนั่งอยู่ข้างๆ ผม แต่โยสำหรับหมอนั่นเด็กเรียนเก่งก็คงต้องไปนั่งอยู่หน้าห้องอย่างไม่ต้องสงสัย

      “ได้เวลากลับบ้านซะที เฮ้อ.. ” กรีนบ่นพลางบิดขี้เกียจ

      “วันนี้จะแวะที่ไหนกันรึเปล่าครับ??” โยเดินมาตรงโต๊ะผม ดูท่าทางจะเก็บของเสร็จแล้ว

     “แกจะแวะที่ไหนเปล่ากรีน” ผมหันไปถาม หมอนั่นส่งสายตาเป็นประกายมาสบกับผมและโย

       “ฉันมีที่ดีๆ จะพากพวกแกไป ฮะฮ่า” กรีนพูดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะ ผมได้ยินแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อสักเท่าไหร่

 

      เราเดินออกจากโรงเรียนก็เป็นเวลาปกติที่นักเรียนมากมายกำลังกลับบ้าน เวลาเหล่านี้นอกเหนือจากเวลาพัก นักเรียนเหล่านั้นก็จะได้พบเจอคนในทำเนียบ prince เป็นธรรมดา ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในทำเนียบบ้าๆ นั่น ทุกเย็นก็จะมีเสียงกรี๊ดและสายตามากมายจากตานักเรียนหญิง ผมกับเพื่อนอีกสองคนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินออกจากโรงเรียนให้เร็วที่สุด

      “ที่นี่มัน.. ที่ไหน??” ผมพูดขึ้น ผม โย และกรีน ยืนอยู่ หน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง ชื่อร้านเป็นป้ายไฟมีตัวอักษรภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า ‘Paffe’ Dream’ แล้วก็มีรูปคล้ายๆผู้หญิงใส่หมวกประดับอยู่บนป้ายด้วย

      “น่าๆ เข้าไปกัน รับรองถูกใจ” กรีนพูดอย่างยิ้มแย้มก่อนจะลากโยเข้าไปข้างในร้าน

       “รอด้วยสิ” ผมรีบวิ่งตามเข้าไป

       ผู้ชายสามคนกำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่ ซึ่งมันก็คือร้านที่มีไอศกรีมหรืออาหารว่างต่างๆ แต่พนักงานที่นี่จะแต่งตัวเป็นชุดเมดหรือสาวใช้น่ารักๆ แล้วก็เรียกแขกที่เข้าร้านว่าคุณหนู นายน้อย นายท่าน แล้วแต่รูปร่างหรือลักษณะในการคาดคะเนอายุของแขก

        “นี่นะเหรอที่ดีๆ ของแก” ผมถามขึ้น ขณะที่กรีนนั่งหน้ายิ้มไม่หุบอยู่ตรงหน้า โยเองก็ไม่คิดที่จะพูดอะไรขึ้นมาบ้างเลย เอาแต่มองเมนู ตั้งใจเลือกด้วยสีหน้าที่จริงจัง

       “อ้าว แกไม่ชอบเหรอ ร้านน่ารักๆ แบบนี้” กรีนตอบคำถามด้วยคำถาม ซึ่งผมก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธ เพราะเหลือบไปเห็นหน้าโยที่ดูเหมือนจะมีความสุขกับการกินไอศกรีมถ้วยใหญ่ ก็คงจะไม่พ้นที่กรีนมันเลี้ยงโยแน่ๆ ผมเลยไม่ตอบคำถามกรีน แล้วสั่งมากินบ้างสักถ้วย

 

       “จะว่าไปมันก็ไม่แพงอย่างที่คิดนะ..” ผมพูดลอยๆ ตอนนี้พวกเราสามคนกำลังเดินกลับบ้านกันจริงๆ สักที

       “เห็นไหมล่ะ ว่ามันดี ไม่แพง แถมอร่อย การบริการก็ยอด .. ” กรีนพูดราวกับถูกใจตัวเองเอามากๆ

       “นายคิดว่าไงบ้างโย..” ผมหันไปถามโย 

     อึก

      ผมแทบไม่เชื่อสายตาที่เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอใส่ชุดกระโปรงสีขาวและมีหมวกฟางราวกับคนคนเดียวกับที่ผมเห็นในความฝัน เธอเงยหน้ามองมาที่ผมและเธอยิ้มออก เพียงชั่วพริบตาที่มีคนเดินผ่านหน้าผม แล้วเธอก็หายไป ผมพูดไม่ออกกับสิ่งที่เห็น ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตายังคงจับจ้องไปตรงที่เธอคนนั้นเคยยืนอยู่

 

      “เป็นไรไปซัน?” กรีนที่เดินนำผมไปหันมาถามด้วยความสงสัย หลังจากที่เขาเดินมาไกลแล้วไม่พบเพื่อนของเขาเดินตามมา

        “มีอะไรรึเปล่าครับคุณซัน?” โยเสริม

       “ปะ.. เปล่า ไม่มีไร” เสียงเรียกของทั้งสองคนดึงผมหลุดจากภวังค์ความคิดอีกครั้ง ผมตอบแล้วจึงรีบสาวเท้าไปหาเพื่อนอีกสองคน

 

       สงสัยจะตาฝาด.. 

       ผมวางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะหนังสือในห้อง ตั้งแต่แยกจากพวกนั้นผมก็คิดถึงสิ่งที่ผมเห็นมาตลอด ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ผมเห็นโน้ตที่อยู่ในห้องครัวพร้อมอาหารที่ทำเสร็จไว้แล้ววางอยู่ นั่นคือข้าวเย็นสำหรับผม พ่อกับแม่คงจะกลับบ้านดึกเพราะงานอีกตามเคย ไม่ก็ไปเที่ยวไหนกันสักแห่งในเมือง

       ผมอยู่บ้านคนเดียวไม่มีพี่หรือน้อง เพราะฉะนั้นเวลานี้ผมมักจะอยู่ในห้อง แล้วทั้งบ้านจะมีแค่ไฟในห้องผมกับหน้าบ้านเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ ลูกชายคนเดียวของบ้าน ที่พ่อแม่มักจะบ้างานและทำงานโดยไม่ยอมกลับบ้านอยู่เป็นประจำ ที่ผมจะเห็นและได้คุยก็แค่ผ่านตัวหนังสือบนกระดาษโน้ตที่จะแปะเอาไว้ เพื่อให้รู้ว่าอยู่ไหน ทำอะไรอยู่เท่านั้นเอง

 

       เหนื่อยชะมัด ..

       ผมหลับตาลง แล้วก็ปล่อยจิตใจของตัวเองอยู่ในห้วงฝันและการนอนหลับ และหวังว่าจะได้เห็นเธอคนนั้นในฝันอีก ผมอยากจะถามเธอเหลือเกินว่าเธอคือใคร..

 

 

       ‘โอนี่จางง ไดสึกิ..’

       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องเงียบๆ ต้นสายที่โทรมาขึ้นชื่อว่า ‘Green’

       ปิ๊บ!

       “ฮัลโหล..” ผมงัวเงียรับโทรศัพท์โดยไม่ได้มองชื่อว่าใครโทรมา

       “เฮ้ย! ซันแกอยู่ไหนวะ ฉันกับโยรอแกอยู่หน้าโรงหนังแล้วเนี่ย!!” เสียงกรีนตะโกนกรองสายมา ทำให้ผมสะดุ้งตื่นทันใด

       ใช่แล้ว ผมตื่นสาย ทั้งๆ ที่เมื่อวานยังเป็นวันศุกร์อยู่เลยแท้ๆ แต่วันนี้กลับเป็นวันอาทิตย์ไปแล้วซะงั้น ผมไม่คิดจะใส่ใจหรอก เพราะตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมจะทำคือการไปหาเพื่อนสองคนให้เร็วที่สุดเท่านั้น..

 

       “นี่มันจะได้เวลาแล้วนะ เจ้าบ้านั่นทำอะไรอยู่เนี่ยไม่มาสักที!!” กรีนบ่นพลางมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง เขามารอตั้งแต่สิบโมงกว่าจนป่านนี้ปาเข้าไปจะสิบเอ็ดโมงอยู่แล้วเพื่อนของเขาก็ยังไม่มา

        “ใจเย็นๆ นะครับ  อ๊ะ .. นั่นไงคุณซันมาแล้วๆ ” โยพยายามพูดปลอบ ระหว่างนั้นเหลือบไปเห็นซันเดย์กำลังวิ่งมาพอดี  “คุณซันทางนี้ครับๆ” โยตะโกนพลางโบกมือเรียกผม

       “แฮ่ก .. แฮ่ก ..” ผมยืนหอบอยู่ตรงหน้ากรีนและโย “ขอโทษที พอดีนอนเพลินไปหน่อย” ผมยกมือขอโทษ

       “ช่างเถอะน่า จะได้เวลาดูแล้วไปกันเถอะ” กรีนพูดพลางเดินนำเข้าไป

       “แล้วตั๋ว..”

       “ฉันจองไว้แล้วนี่ไง” กรีนพูดตัดบทพร้อมกับชูตั๋วหนังให้ดู “รีบมาเหอะน่า โอ้เอ้เดี๋ยวก็ไม่ได้ดูกันพอดี” กรีนเดินมาหิ้วผมเข้าไป โดยมีโยคอยพูดห้ามว่า ‘อย่าทำอะไรรุนแรงสิครับ’ อยู่ตลอดทาง

 

         ผมนั่งอยู่ในโรงหนังของห้างดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองกับเพื่อนอีกสองคนที่ชื่อกรีนและโย นานแล้วที่พวกเราสามคนไม่ได้มาเที่ยวกันกรีนเลยชวนพวกเรามาดูหนัง และเมื่อเช้าผมตื่นสาย เพราะ ฝัน ..

       เอ๊ะ .. เมื่อเช้า เราไม่ได้ฝัน!?

      หมายความว่าไงกัน? ทำไมถึงไม่ได้ฝัน ทั้งๆ ที่ตลอดมายังฝันเห็นอยู่แท้ๆ

 

       “อ๊า.. จบแล้วๆ ฉันว่าแล้วว่าตอนจบไอหมอนั่นมันต้องถูกหักหลังแน่ๆ ใช่มั้ยโย” กรีนพูดขึ้น ตอนนี้หนังได้จบลงแล้ว

       “อื้อ สนุกดีนะครับว่าแต่จะไปไหนต่อ??” โยถาม

      “ไปหาข้าวกินกัน เพราะไอบ้าที่ไหนตื่นสายก็ไม่รู้เลยไม่มีเวลาไปหาข้าวกินรองท้องเลย” กรีนพูดพลางหันมาดึงซันให้ลุกขึ้น “นายต้องเลี้ยงข้าวเข้าใจไหมไอเพื่อนยาก!!” กรีนตบหลังซันแรงๆ เป็นการเตือน

      “เข้าใจแล้วคร๊าบนายท่าน เชิญเดินนำไปเลือกร้านที่ท่านต้องการได้เลย” ผมพูดพลางทำท่าโค้งให้กรีนและโยเดินไปก่อน  แล้วผมก็เดินตามไป..

 

       วูบบ..

     ร่างโปร่งกำลังก้าวเท้าขึ้นบันได จู่ๆ สติของเขาก็ขาดหาย ร่างของเขาค่อยๆ หงายไปข้างหลังช้าๆ นัยน์ตาที่ไร้แววราวกับคนตายเบิกกว้างขึ้น

      ตุบ!

      เสียงร่างโปร่งของเด็กหนุ่มกระแทกลงพื้นอย่างเงียบเชียบ พอดีกับที่เพื่อนของเขาหันมา ก็เห็นร่างที่ไร้สติของซันเดย์แล้ว

        “ซัน!!!!” เสียงตะโกนของกรีนดึงดูความสนใจของผู้คนมากมายที่ยังอยู่ในโรงหนัง

 

      กรี๊ดดดดดดด!!!

      เสียงกรีดร้องของบรรดาผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์นั้น พนักงานต้อนรับเองก็รีบฝ่าฝูงไทยมุงจำนวนมากเพื่อเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งเรียกรถพยาบาลและตำรวจ ในที่สุดร่างของซันเดย์ก็ถูกส่งไปโรงพยาบาล..

 

 

        ที่นี่มัน.. ที่ไหน??

      จริงสิ ฉันหมดสติไปแล้ว กรีนกับโยล่ะ!?

        ซันเดย์สะดุ้งตัวตื่นขึ้นมา ตอนนี้ผมนอนอยู่บนทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ผมยันตัวลุกขึ้นยืนและมองไปรอบๆ พบเพียงแค่ทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา

       ทุ่งหญ้า?  นี่ฉันฝันอยู่งั้นเหรอ?

         “โอ้ย!” ผมลองหยิกแก้มตัวเองเพื่อให้ตื่น แต่ไม่เลยมันเจ็บและผมไม่ตื่นด้วย เพราะผมยังยืนอยู่ที่เดิม

        “อะไรกัน.. ที่นี่ที่ไหน??”

       ผมพยายามเดินหาบ้านคนแต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะเจอแต่ทุ่งหญ้า นาฬิกาข้อมือก็หยุดเดินไปซะเฉยๆ เลยไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหน เดินไปไกลแค่ไหนเพราะดูๆ แล้วมันก็เหมือนๆ กันไปซะหมด ผมมองดูดวงอาทิตย์เท่าไหร่ก็เหมือนมองดูหลอดไฟดวงหนึ่ง ที่ไม่ยอมขยับไปไหน ทำให้ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเวลาเท่าไหร่..

        ผมยอมแพ้กับการเดินไปแบบไร้จุดหมาย ผมจึงมองหาที่เหมาะๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ เอนตัวลงนอนแล้วหลับตาลง เผื่อตื่นมาผมอาจจะได้เห็นโลกที่ผมคุ้นเคยก็ได้

 

         อืม.. อะไรมันมาโดนแก้ม

          ผมปรือตาขึ้น สิ่งที่ผมเห็นเหมือนจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อนึกได้ดังนั้นผมจึงรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง

         “อ๊ะ” เสียงเล็กดังผ่านริมฝีปากของหญิงสาว ใบหน้าเธอดูตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มตื่นขึ้นมากะทันหัน

 

         “เธอ.. เป็นใคร??”

           ผมถามด้วยความงุนงง แต่เธอทำแค่เพียง ส่งยิ้มให้ผมเท่านั้น เส้นผมสีดำที่ยาวสยายอยู่ข้างหลังเธอ ใบหน้าที่จัดได้ว่าน่ารักเอามากๆ ทีเดียว ยิ่งเธอยิ้มให้ผมแบบนี้ ใจแทบเต้นไม่เป็นจังหวะ ผิวที่ขาวอมชมพูอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกลับดูแลมาอย่างดี ชุดกระโปรงสีขาว กับหมวกฟางปีกกว้าง ช่างดูเข้ากับเธอและทุ่งหญ้ารอบๆ นี้มาก แต่ถ้าเธอมีปีกด้วยคงจะคิดว่าเธอเป็นนางฟ้าจากสวรรค์แน่ๆ

         จู่ๆ เธอก็ลุกขึ้นด้วยทวงท่าอันงดงามแล้วมองมาที่ผม ก่อนที่จะพูดออกมาในภาษาที่ผมฟังไม่ออก เธอหันหลังไปแต่ก็ยังพูดไม่หยุดและผมก็ไม่เข้าใจในภาษาที่เธอพูดอยู่ เธอเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ผมลุกขึ้นยืน เธอหันมายิ้มให้ผมก่อนที่จะพูดต่อ เธอกางแขนทั้งสองข้างเริ่มหมุนตัวไปรอบๆ ใบหน้าของเธอแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปรอบๆ ตัวเธอ ผมมองการกระทำของเธอ มันช่างดูสวยงามเหลือเกิน

           มีลมพัดมาระลอกหนึ่ง เธอหยุดหมุนและหันมาทางผม เมื่อสายลมหยุดพัด สิ่งที่ผมเห็นคือดอกหญ้า ดอกหญ้าสีขาวเรืองแสงกำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ามากมาย ผมประหลาดใจมาก กับดอกหญ้าเหล่านั้น พอผมเอื้อมมือไปจับมาดู ดอกหญ้าเหล่านั้นก็สลายเป็นฝุ่นคามือของผมทันใด

          ผมตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ผมเหลือบเห็นเธอมองมาทางผม ผมมองเธอตอบ เธอส่งยิ้มอันแสนเศร้ามาทางผม ผมไม่เข้าใจการกระทำของเธอเลย และเธอพยายามพูดกับผมอีกครั้ง..

         “ผมไม่เข้าใจ..” ครั้งแรกที่ผมตอบเธอ เธอตกใจแล้วเธอก็พูดกับผมอีก

         “ผมไม่เข้าใจว่าคุณพยายามจะบอกอะไร ผมไม่เข้าภาษาที่คุณพูด ขอโทษนะ” ผมยิ้มให้เธอ ผมเสียใจจริงๆ ที่ผมฟังเธอไม่ออก “ขอโทษจริงๆ ตลอดครึ่งปีที่ผมฝันเห็นคุณ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคุณต้องการอะไร” ผมพูดจบ เราต่างก็เงียบ ผมเหลือบเห็นเธอเม้มริมฝีปาก ใบหน้าเธอดูเศร้าหมองผิดจากเมื่อกี้

         เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม หลังจากที่เราเงียบมาเนิ่นนาน เธอส่งยิ้มให้ คราวนี้เธอพูดในภาษาที่ผมเข้าใจ

        “ความฝันของเธอคืออะไรเหรอ?” แล้วเธอยื่นมือมาทางผม

 

 

ห้องฉุกเฉิน ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง..

        เด็กหนุ่มสองคนดูท่าทางกระวนกระวาย คนหนึ่งผมสีเขียวอีกคนใส่แว่น นั่นคือกรีนกับโยนั้นเอง พวกเขาตามมาที่โรงพยาบาล ความใจร้อนของกรีน ทำให้เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรักของเขา ที่อยู่ๆ ก็หมดสติไป

        “หยุดเดินไปเดินมาเถอะครับ ผมเวียนหัวจะแย่แล้ว” โยเอ่ยปากห้ามกรีน เขามองกรีนที่เดินวนไปวนมาตั้งแต่มาถึง

         “ก็ฉันเป็นห่วงไอซันนี่ จะให้ยืนอยู่เฉยๆ ได้ไง แกไม่เป็นห่วงบ้างรึไง??” กรีนตอบด้วยน้ำเสียงร้อนรน

         “เป็นห่วงสิครับ แต่เราทำอะไรไม่ได้ ต้องรอหมอออกมาก่อน” โยตอบ เขาเหลือบมองห้องประตูฉุกเฉินแล้วก็ถอนหายใจ “นี่มันก็นานมากแล้วนะ คุณพ่อคุณแม่ของคุณซันก็น่าจะมาได้แล้ว” โยก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง

          “เฮอะ!” กรีนแค่นเสียงออกมา

          ไม่นานนักพ่อแม่ของซันเดย์ก็วิ่งมาถึงห้องฉุกเฉินพร้อมกับทนายและประกันสองสามคน กรีนและโยยกมือไหว้พอเป็นพิธี สายตาอ้อนวอนจากผู้เป็นแม่มองไปยังทั้งสองราวกับหาคำตอบ กรีนเบือนหน้าหนี

          “หมอ ยังไม่ออกมาเลยครับ”โยจึงรับหน้าตอบคำถามแทนเขา เมื่อผู้เป็นแม่ได้ยินคำตอบ ใบหน้าเธอแลดูสิ้นหวังเข้าไปทุกที ส่วนพ่อของซันบนใบหน้าเขาแทบไม่แสดงอารมณ์อะไรไรมีแค่คิ้วที่ขมวดจวนจะติดกันแค่นั้น เขานั่งรออย่างสงบที่เก้าอี้นั่ง 

           แอ๊ดด..

           “ใครเป็นญาติคนไข้ครับ” ชายวัยกลางคนสวมชุดกาวน์เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน เขาเป็นแพทย์ที่รับเคสนี้

           “ฉันค่ะ ฉันเป็นแม่ของเด็กคนนั้น เขาเป็นไงบ้างคะคุณหมอ??” แม่ของซันรีบเข้าถามทั้งน้ำตา ใจของเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่

          พอหมอออกมาจากห้องฉุกเฉินทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที  สีหน้าของหมอดูแล้วเหมือนกำลังเครียด สีหน้ากล้ำกลืนราวกับไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงเพื่อไม่ให้ผู้เป็นแม่ของคนไข้ไม่เป็นอะไรไปอีกคนดี

         “เอ่อ..”

         “ลูกของฉันเป็นไงบ้างคะหมอ??”

          “ทำใจดีๆ ไว้นะครับคุณแม่” หมอเว้นช่วงไปนิดนึงแล้วจึงพูดต่อ “คือตอนนี้เราพยายามที่จะเรียกสติของคนไข้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนไข้จะหลับไปซะเฉยๆ..” ยังไม่ทันที่จะพูดจนจบ กรีนก็ขัดขึ้น

          “หลับไปซะเฉยๆ เป็นไปได้ไง นี่พวกคุณได้ช่วยอะไรเพื่อนผมบ้างรึเปล่า” กรีนแทบจะกระชากคอเสื้อนายแพทย์ แต่โยรั้งตัวเอาไว้ทัน

          “หมายความว่าไงครับหมอ” ครั้งแรกที่พ่อของซันถามขึ้น

          “เอาเป็นว่าตอนนี้ลูกชายของคุณอยู่ในอาการของเจ้าชายนิทรา แต่ไม่มีส่วนไหนที่ถูกกระทบกระเทือนจนได้รับความเสียหาย” นายแพทย์เว้นถอนหายใจครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เราจะทำการให้ออกซิเจนแก่ลูกชายของคุณ และให้อยู่ในห้องไอซียู จนกว่าเขาจะฟื้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการแทรกซ้อนทางเราจะได้ช่วยลูกชายของคุณทัน หมอขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบนายแพทย์ก็ปลีกตัวออกไป

        “โธ่.. ซันอะไรทำให้ลูกเป็นแบบนี้ ฮือๆๆ” แม่ของซันคร่ำครวญเธอร้องไห้แล้วเธอก็หมดสติไป ทั้งคุณพ่อและทนายความก็รีบตรงเข้ามารับทันที แล้วแม่ของซันได้เข้าไปที่ห้องพักคนไข้ของโรงพยาบาลด้วยเช่นกัน..

 

       “ความฝันของเธอคืออะไรเหรอ?” แล้วเธอยื่นมือมาทางผม

      คราวนี้ผมเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดแต่เพราะคำถามผมจึงอึ้งไปสักพัก สมองของผมว่างเปล่าไม่มีคำตอบใดๆ ผุดขึ้นมาเลย

       “ความฝันงั้นเหรอ?” ผมตอบ เธอยิ้มให้ผม ผมมองมือเธอที่ยื่นมา ผมยิ้มแล้วพูดว่า “การได้รู้จักกับเธอมั้ง” ผมเอื้อมมือไปจับมือเธอ ดูเธอจะตกใจเล็กน้อย แล้วก็มีน้ำสีใสไหลออกมาจากนัยน์ตาสีฟ้าครามคู่นั้น ผมตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้ามากๆ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ผมจึงเงียบไม่พูดอะไร

       “ขอบคุณ” เธอเหงยหน้าขึ้นมามองผม ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วชักมือกลับ

       ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในมือผม ผมแบมือออกพบสร้อยเส้นหนึ่ง มีตะเกียงอันเล็กๆ ห้อยอยู่ รูปร่างคล้ายๆ กับตะเกียงในนิทานเรื่องอะลาดิน แต่ตัวตะเกียงเหมือนทำมาจากพลอยสีฟ้า เมื่อมองดูดีๆ เหมือนมันจะมีแสงสีฟ้าอ่อนๆ เรืองออกมาด้วย ข้างๆ กันมีลูกกุญแจดอกหนึ่ง และป้ายที่สลักด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ว่า ‘IT’S YOUR DREAM’

       “ถ้านายมีสิ่งนั้น ไม่ว่านายจะไปที่ไหนหรือต้องการสิ่งใด แค่กำตะเกียงนั่นแล้วนึกถึงสิ่งที่อยากได้ มันก็จะปรากฏมาตรงหน้าของนายทันที” เธออธิบาย

       “อืม” ผมลองทำตาม ผมลองนึกถึงไอศกรีมถ้วยใหญ่ๆ มีหลากหลายสี แล้วมันก็ปรากฏออกมาจริงๆ ตรงหน้าผม ผมมองหน้าเธอ ผมยิ้มให้เธอด้วยความพอใจ

       “ฉันให้นายเป็นของขวัญ..” เธอกล่าวพร้อมเผยยิ้มบางๆ แล้วมันก็กว้างขึ้นๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ

       “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” เธอระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ในที่สุด.. ในที่สุด.. ฉันก็เป็นอิสระ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ตอนนี้ความงดงามของเธอหายไปในพริบตา เธอดูราวกับปีศาจอันบ้าคลั่ง ใบหน้าเธอบิดเบี้ยว นัยน์ตาเบิกโพลงมีน้ำตาไหลออกมา จนใบหน้าเธอดูไม่ได้

      “ฉะ .. ฉันเป็นอิสระ ส่วนแก!” เธอชี้มาทางผม รอยยิ้มอันน่ารังเกียจของเธอส่งมาที่ผม ผมผงะถอยหลังไป “แกจะต้องติดอยู่ที่นี่แทนฉัน!! ติดอยู่ในนรกที่เป็นความฝันบ้าๆ นี่แทนฉัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” แล้วเธอก็เริ่มหัวเราะอีกครั้ง “แกจะต้องติดอยู่ที่นี่ไปชั่วกัลปวาสาน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พูดจบเธอก็สลายหายไป

 

       ผมยืนนิ่งไม่ไหวติง นัยน์ตาเบิกกว้าง หยาดเหงื่อผุดขึ้นทั้งๆ ที่มีลมเย็นพัดโชยมา ริมฝีปากสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดสมองว่างเปล่าไร้ซึ่งความคิดใดๆ ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาเงียบๆ ในใจ

       “ไม่จริงใช่ไหม.. มันไม่ใช่เรื่องจริง ??” ผมพูดราวกับคนเสียสติ ผมจะต้องติดอยู่ในนี้จริงๆ งั้นเหรอ? ผมมองสร้อยที่อยู่ในมือ มันเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่บอกว่ามันคือความจริง

        ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แกจะต้องติดอยู่ที่นี่แทนฉัน!!

         เสียงของเธอยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม

        อึก!

      จู่ๆ ร่างกายผมก็เริ่มกระตุก หัวใจเต้นแรงผิดธรรมชาติ เสียงลมหายใจแรงขึ้นจนเหมือนเป็นหืดหอบ

        ตึกๆ!

       “โอ้ยยยยยย!” เหมือนหัวใจถูกบีบ ผมเอามือกุมอกตรงตำแหน่งหัวใจ มันปวดร้าวไปทั้งร่าง ราวกับจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

        ตุบ! ผมล้มลงไปนอนกับพื้น

       ตึกๆ!

       อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก! หัวใจถูกบีบอีกครั้ง ผมร้องเสียงหลงแต่มันกลับไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมาจากปากเลย เสียงหืดหอบเอาอาการเข้าปอดดังขึ้นๆ แต่ไม่มีอากาศไหลเข้าไปข้างในอีกเช่นกัน

        ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด ปากอ้ากว้างเพื่อเอาอากาศเข้าปอด มือยังคงกุมตรงตำแหน่งหัวใจอย่างทรมาน ร่างของเด็กหนุ่มเริ่มชักเพราะร่างกายขาดออกซิเจน นัยน์ตาเหลือกขึ้น ร่างของชักแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็หมดสติลง

 

 

        ครึ่งปีต่อมา โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ณ ห้องไอซียู..

        อึก!

      กึกๆๆๆ!

      “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก! “ ร่างที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติมาเกือบครึ่งปี จู่ๆ ก็เกิดอาการชักขึ้นมา

       “หมอ! หมอ!!” เสียงร้องตะโกนของกรีน เขามาเฝ้าซันเพื่อนรักของเขา เขาเพิ่งมาจะถึงเพื่อเปลี่ยนเวรกับโยแต่ยังไม่ทันที่จะได้เฝ้าจู่ๆ เพื่อนรักของเขาก็เกิดอาการชักขึ้นมา

       “ญาติคนไข้ออกไปก่อนนะคะ” พยาบาลคนหนึ่งพากรีนและโยออกมานอกห้อง มีนายแพทย์และพยาบาลหลายคนวิ่งเข้าไปในห้องไอซียูของซัน

       “โธ่เว้ย ซันแกอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ” กรีนสบถออกมา

       “ขอให้คุณซันปลอดภัยด้วยเถอะครับ” โยสวดภาวนา

 

       “คนไข้หมดสติแล้วครับหมอ”

       “ชีพจรกำลังลดลงค่ะหมอ”

       “ใส่เครื่องช่วยหายใจเร็ว อย่าให้คนไข้ขาดออกซิเจน ทำการปั๊มหัวใจไปก่อน”

       “ชีพจรลดลงอย่างรวดเร็ว เลยค่ะหมอ” สีหน้าเธอดูตื่นตระหนก

       “ยื้อชีวิตเขาไว้..”

       ติ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด.. เสียงเครื่องวัดชีพจรดังขึ้น ตัวเลขอัตราการเต้นของหัวใจบ่งบอกว่าหัวใจได้หยุดเต้นลงแล้ว

       “เอาเครื่องมา เราจะทำการปั๊มหัวใจ” นางพยาบาลถอดเสื้อของซันออกเพื่อทำการปั๊มหัวใจ

      “นี่ค่ะหมอ” นางพยายามส่งเครื่องปั๊มหัวใจให้

     “นับถึงสาม” หมอเอาเครื่องปั๊มวางไว้บนอก

      “หนึ่ง”

     “สอง”

       “เคลียร์!” ร่างของซันกระตุกตามแรงของเครื่องปั๊มหัวใจ

       ติ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด.. ยังไม่มีทีท่าว่าหัวใจจะกลับมาเต้นอีกครั้ง สีหน้าของเหล่าพนักงานต่างพากัน หดหู่ไร้ซึ่งความหวังลงไปเรื่อยๆ แต่นายแพทย์ยังไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

      “อย่าเพิ่งถอดใจ อีกครั้งหนึ่ง”

      “หนึ่ง”

    “สอง”

      “เคลียร์!” ร่างของซันกระตุกตามแรงของเครื่องปั๊มหัวใจอีกครั้ง

       อึก!

     “แฮ่ก แฮ่ก ..” ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีอากาศไหลเข้าปอด กลิ่นฉุนของหญ้าไหลเข้าจมูกจนผมต้องลุกขึ้นจากพื้นหญ้า

      ซันนน..

     ผมได้ยินเสียงเรียก มันเหมือนกับเสียงของแม่ นึกได้ดังนั้น แล้วผมก็หายไปจากที่แห่งนั้น..

 

        ติ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด.. มันยังส่งเสียงย้ำเตือนว่าเขาได้ตายไปแล้ว

       “อีกครั้งหนึ่ง”

       “หนึ่ง”

     “สอง”

      “เคลียร์!” ร่างของซันกระตุกตามแรงของเครื่องปั๊มหัวใจครั้งที่สาม..

      เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงที่หมอและพยาบาลเขาไปในห้องไอซียูของซัน หน้าห้องมีกรีนโยและพ่อแม่ของซันยืนรออยู่ด้วยความหวังว่าซันจะไม่เป็นอะไร แล้วหมอก็เดินออกมาจากห้อง

       “เสียใจด้วยนะครับ เราพยายามยื้อชีวิตเขาไว้แล้ว.. หมอขอตัวก่อนนะครับ”

       ได้ยินดังนั้นดวงใจของผู้เป็นพ่อและแม่ถึงกับแตกสลายเมื่อลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเขาได้สิ้นลมหายใจลง หลังจากนอนนิ่งเป็นเจ้าชายนิทราที่ยื้อชีวิตมากว่าครึ่งปี ทั้งกรีนและโยถึงกับพูดอะไรไม่ออกใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความเสียใจ

 

      ผมยืนอยู่ที่หน้าห้องไอซียูในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผมไม่รู้ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง มีนางพยาบาลเดินออกมาจากห้องผมเลยเดินสวนเข้าไปข้างใน ผมเห็นคนหลายคนยืนร้องไห้อยู่รอบเตียงคนไข้ รู้สึกว่าคนไข้คนนั้นจะเสียชีวิตลงแล้ว ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นจึงร้องไห้

        “ซันทำไมลูกถึงจากแม่ไปแบบนี้ ฮือๆๆ ..” เสียงของผู้เป็นแม่ร้องไห้ขณะที่เธอกุมมือลูกชายเอาไว้

       แม่เหรอ?..  ผมพูดแต่ดูเหมือนว่าคนตรงนั้นจะไม่มีใครได้ยิน ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ ชายคนหนึ่งขยับออกจากเตียง ผมจึงได้เห็นหน้าคนไข้ชัดๆ

        นะ .. นั่นมัน .. ตัวเรา!! ไม่จริง.. เราตายไปแล้วงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้.. ไม่จริง!!

      ไม่จริง!! 

      ผมตะโกนลั่น แต่กลับไม่มีใครได้ยินเสียงและสนใจผมเลย ผมเอามือกุมศีรษะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำสีใสไหลอาบสองข้างแก้ม นัยน์ตาเบิกกว้างร่างโปร่งแสงสั่นสะท้านเพราะการร้องไห้ ผมมองร่างไร้วิญญาณของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย แล้วร่างโปร่งแสงก็หายไปจากตรงนั้น

 

      ไม่กี่เดือนต่อมา ณ เมรุเผาศพในวัดแห่งหนึ่ง..

      ทั้งกรีนและโยสวมชุดสีดำ ใบหน้าของทั้งสองหม่นลงเมื่อเห็นโลงศพที่บรรจุร่างไร้วิญญาณของเพื่อนรักเอาไว้ เหลือเพียงแต่รูปที่ยิ้มแย้มของซัน ที่วางอยู่เบื้องหน้าโลงนั้นไว้ให้ดูต่างหน้า

      “ขอให้แกไปดีนะเพื่อน..” กรีนวางดอกไม้จันทร์ เขายิ้มให้กับโลงศพของเพื่อนรักแม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าเพื่อนเขาคงไม่มีทางได้เห็น

      “คุณซัน..” โยกล่าวได้แค่นั้นก็ร้องไห้โฮไม่หยุด จนกรีนต้องดึงโยเข้ามากอดเอาไว้ โยกอดกรีนแน่นใบหน้าที่เปื้อนน้ำสีใสซุกลงที่ไหล่และร้องไห้ไม่หยุด จนเสื้อสีดำของกรีนเปอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา

      “หากชาติหน้ามีจริง ฉันขอให้พวกเราสามคนได้เกิดมาเป็นเพื่อนกันอีกนะไอซัน ฉันกับโยจะคิดถึงแกนะ”พูดจบกรีนก็พาโยลงมาจากเมรุ

      ทั้งพ่อแม่ของซันและเพื่อนร่วมห้อง คนรู้จักหรือแม้แต่เหล่าคณะครูอาจารย์รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ก็มาร่วมพิธีศพนี้ด้วย แม่ของซันถือรูปเขาไว้ บนใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยน้ำตาข้างกายเธอมีพ่อของซันยืนอยู่ไม่ห่าง

 

 

      ผมยืนอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ห่างจากเมรุมากนัก ผมดูอยู่ตลอดพิธีการที่เกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้ ตั้งแต่พิธีสวดศพที่เคยเป็นร่างกายของผม จนถึงวันนี้ที่เป็นพิธีเผา  ตอนนี้ผมเป็นเพียงแค่วิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นจับต้องได้ และไม่สามารถที่จะสื่อสารกับใครได้ แม้ว่าใจผมอยากจะพูดคุยกับพ่อแม่และเพื่อนของผมมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่ได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของผมอีก

     ร่างที่ผมมีอยู่ถูกเรียกว่าดวงวิญญาณ ถึงแม้จะเป็นรูปร่างของมนุษย์ปกติ แต่มันโปร่งแสงแทบจะจางหายไปกับอากาศ ผมไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ ไม่ได้ตายเพราะฆ่าตัวตาย และไม่ได้ตายเพราะถูกใครฆ่า แต่ผมตายเพราะความฝัน ผมตายเพราะเธอคนนั้น และผมตายเพราะรับสร้อยเส้นนี้ สร้อยที่มีตะเกียงพลอยสีฟ้า ลูกกุญแจและป้ายที่สลักอักษรภาษาอังกฤษเอาไว้ว่า ‘IT’S YOU DREAM!’

      ทุกอย่างเริ่มต้นเพราะความฝันและเธอคนนั้น ผมคิดว่าเธอคนนั้นเองก็คงจะถูกใครสักคนหลอก หลอกให้รับคำสาปด้วยสร้อยเส้นนี้ และติดอยู่ในความฝันที่ว่างเปล่า เป็นดั่งวิญญาณที่ถูกจองจำไม่ให้ไปผุดไปเกิด จนกว่าจะมีใครมาแทนที่

       ผมมองสร้อยคอตัวเองเงียบๆ สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นแต่ผมมองเห็น นั่นคือเหล่าวิญญาณที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิด มนุษย์มากมายที่ตายจากหลายๆ สาเหตุจนกลายเป็นวิญญาณ บางตนหัวขาด บางตนแขนขาด หรือบางตนมีสภาพขึ้นอืดจนมีหนองเน่าเฟะ ผมเห็นภาพเหล่านี้ทุกครั้งที่ออกมาจากสถานที่อันว่างเปล่าแห่งนั้น

       ผมคิดว่าถ้าหากผมต้องการหลุดพ้นจาการถูกจองจำ ผมคงต้องทำให้ใครสักคนมาแทนที่ผม แบบที่เธอคนนั้นทำให้ผมต้องเป็นแบบนี้ มันใกล้จะถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องมีใครสักคนมาแทนที่ผม..

 

 

 

       หลายปีต่อมา..

        ฉันชื่อ เอมี่ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ฉันได้ไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ตั้งแต่ที่ฉันได้มาเรียนที่นี่เมื่อครึ่งปีก่อนจนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่ง กับทุ่งหญ้ากว้าง เขายืนอยู่ตรงหน้าฉัน ใบหน้าที่จัดได้ว่าดูดีแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า กับการแต่งตัวด้วยชุดสีขาว  ฉันอยากคุยกับเขาเหลือเกินว่าเขาเป็นใคร แล้วทำไมถึงได้ทำหน้าเศร้าสร้อยแบบนั้น และทุกครั้งที่ก่อนที่ฉันจะตื่น มีประโยคหนึ่งที่เขาพูดพร้อมยื่นมือมาหาฉัน..

       “ความฝันของเธอคืออะไรเหรอ?”

----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
บล็อกมันไม่งาม ไม่มีเพลงอีกเฮ้ออ
แวะเข้าไปที่แบนเนอร์ข้างล่างได้นะ